ข่าวล่าสุด

:

รู้จัก ยาโมลนูพิราเวียร์ ต้านไวรัสรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์

molnupiravir                                    Photo : japantimes.co.jp / MERCK & CO. / AFP-JIJI

การทดสอบทางคลินิกวิทยาในมนุษย์ โดยใช้ยาต้านไวรัส โมลนูพิราเวียร์ ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ โดยใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์

ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจจากผลการทดสอบทางคลินิกวิทยา พบว่า ยาชนิดนี้อาจกลายเป็นยาชนิดแรกที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) อนุมัติให้ผู้ป่วยใช้รักษาโรคติดเชื้อโควิด19 ที่บ้านได้ด้วยตัวเอง

ยาเม็ดชนิดใหม่โดยบริษัทเมิร์ก (Merck) ชื่อ โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) มีประสิทธิภาพลดความเสี่ยงต่อการเข้ารักษาที่โรงพยาบาล และลดความรุนแรงของอาการ หลังติดเชื้่อโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ อ้างอิงตามตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นยาต้านไวรัสแบบรับประทานขนิดแรกที่พบว่า มีประสิทธิภาพต่อต้านโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ที่กำลังระบาดได้ทุกสายพันธุ์

ยาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์มีขนาดการรับประทานครั้งละ 4 เม็ด จำนวน 2 ครั้งต่อวัน ต่อเนื่อง 5 วัน โดยจากผลการทดสอบในผู้ป่วยที่รับการรักษาโดยใช้ยาต้านไววัสชนิดใหม่นี้ พบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะแรก มีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาหลอก และยังพบว่าโอกาสการเสียชีวิตน้อยลง โดยในระยะเวลา 1 เดือนของการทดสอบ พบว่า ผู้ติดเชื้อที่รับยาต้านไวรัสไม่มีผู้เสียชีวิตเลย

"ในสถานการณ์เช่นนี้ หากมียาเม็ดที่ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้เองที่บ้านน่าจะเป็นเรื่องดี และถ้าหากสามารถจำหน่ายในร้านขายยาได้ ผู้คนจะเข้าถึงยาต้านวไรัสได้มากขึ้น" อัลเบิร์ต ชอว์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการโรคติดเชื้อ โรงเรียนการแพทย์เยล เมืองนิวแฮเวน รัฐคอนเน็กติคัต สหรัฐฯ ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาครั้งนี้ กล่าว

ยาต้านไวรัสที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ประกอบด้วย เรมเดสิเวียร์ (remdesivir) และแอนติบอดีที่สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาว (monoclonal antibodies) ที่ออกแบบมาให้มีความจำเพาะต่อการรักษาโควิด-19 ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 85 แต่มีต้นทุนการรักษาสูงกว่ายาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์ถึงสามเท่า


กลไกของยาต้านไวรัสทั่วไป อย่างโรคเริม และไข้หวัดใหญ่ คือตัวยาจะยับยั้งกระบวนการจำลองตัวซ้ำของไวรัสที่อยู่ในเซลล์เจ้าบ้าน จึงทำให้จำนวนไวรัสไม่เพิ่มขึ้น และทำให้ผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการเจ็บป่วยรุนแรง

ยาต้านไวรัสของเมิร์กทำงานโดยเหนี่ยวนำการสร้างโครงสร้างคล้ายอาร์เอ็นเอภายในตัวของไวรัส ซึ่งจะทำให้เกิดการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง และขัดขวางการเพิ่มจำนวนอาร์เอ็นเอ สุดท้ายไวรัสก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนในเซลล์ของเจ้าบ้านได้

เมิร์กกล่าวว่า พวกเขาได้ส่งยาโมลนูพิราเวียร์ไปทดสอบยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจและมีแนวโน้มที่ดีมาก โดยพบว่า ยาต้านไวรัสสามารถยับยั้งสายพันธุ์ 'เดลตา' และ 'มิว' ได้ อ้างอิงจากผลการศึกษาในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสสองสายพันธุ์นี้จำนวน 775 คน

บริษัทกำลังวางแผนเพื่อยื่นขออนุญาตใช้ยาต้านไวรัสชนิดใหม่ในกรณีฉุกเฉินต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ รวมไปถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องอาหารและยาในประเทศอื่นๆ ด้วย แม้ว่ามติจากคณะกรรมการฯ ยังไม่มีความชัดเจน แต่รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนที่จะซื้อยาโมลนูพิราเวียร์จำนวน 1.7 ล้านโดส โดยมีราคาเฉลี่ย 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส เมิร์กกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่าประขากรกลุ่มใดจะเป็นผู้รับยาต้านไวรัสเป็นกลุ่มแรก โดยในการศึกษา เมิร์กได้ทดสอบในกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อและไม่ได้รับวัคซีน และผู้ป่วยที่มีอาการเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่จะเกิดอาการรุนแรงหลังติดเชื่อ เช่น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องจากภาวะอื่น ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด แอรอน เวนเบิร์ก หัวหน้านักวิชาการที่อนุมัติงานวิจัยครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า "หากคณะกรรมการอาหารและยาฯ อนุมัติ ในช่วงแรกอาจจำกัดการใช้ยาในผู้ป่วยที่ถูกกล่าวถึงในการวิจัยก่อน"

แม้ว่ายาตัวใหม่จะเป็นเหมือนความหวัง แต่ก็เป็นเพียงการรักษา ไม่ได้ป้องกันโรคเหมือนการวัคซีน แม้ว่าเราจะมียาต้านไวรัส ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องปฏิเสธการฉีดวัคซีน ชอว์กล่าว

ที่มา  National Geographic Thailand

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: