ข่าวล่าสุด

:

กองอำนวยการน้ำเร่งเคลียร์ 20 วัน ก่อนน้ำทะเลหนุนรอบใหม่ ฝนตกชุก 9-12 ต.ค.

เขื่อนป่าสักฯ                                   ภาพ เขื่อนป่าสักฯ / กระทรวงมหาดไทย PR /  กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชี้สัญญาณดี น้ำเหนือมีแนวโน้มลดลงเร่งระบายน้ำด่วนตั้งเป้า 20 วัน ก่อนน้ำทะเลหนุนสูง ช่วง 2-3 วันนี้ รวมทั้งฝนตกชุกรอบใหม่ 9-12 ต.ค.เร่งตัดยอดน้ำออกทางคลองมะขามเฒ่า-ท่าจีน ผันน้ำลงทุ่งออกฝั่งตะวันตก

วันที่ 30 ก.ย. 64 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลสถานการณ์พายุจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พายุที่ขนาบอยู่ทั้งสองฝั่งของประเทศไทยในปัจจุบัน จะไม่ส่งผลกระทบในระยะนี้ แต่จะยังคงมีอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดฝนตก ซึ่งจะมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนต.ค.นี้

ช่วง 10 วันต่อจากนี้ เป็นช่วงที่จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคใต้ จึงจะมีการเร่งระบายน้ำโดยเร็วภายใน 1-2 วัน และเว้นระยะวันที่ 2-3 ต.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีน้ำทะเลหนุนสูง ก่อนจะเร่งระบายอย่างต่อเนื่องอีกครั้งในระหว่างวันที่ 4-8 ต.ค. ก่อนจะเข้าสู่ช่วงที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกชุกในวันที่ 9-12 ต.ค.

เลขาธิการ สทนช.กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับมวลน้ำที่จะไหลเข้าสู่กรุงเทพมหานคร กอนช.ได้มีการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้สถาน การณ์น้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง

ส่วนสถานการณ์บริเวณแม่น้ำปิง ที่สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเขื่อนภูมิพล ที่ปริมาณน้ำไหลผ่านมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้มวลน้ำที่จะไหลรวมกันลงสู่พื้นที่ตอนล่างน้อยลง จากการติดตามสถานการณ์ ณ สถานี C.2 อ.เมืองนคร สวรรค์ จ.นครสวรรค์ พบว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังลดลงเช่นเดียวกัน มวลน้ำจากจ.นครสวรรค์ ไหลลงมารวมกับแม่น้ำสะแกกรัง ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 412 ลบ.ม.ต่อวินาที และวันนี้ลดลงเหลือ 393 ลบ.ม.ต่อวินาที

สถานการณ์น้ำทุกสถานีวัดน้ำดังกล่าวส่งสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างสอดคล้องกัน สัญญาณบ่งบอกว่าปริมาณของน้ำที่จะไหลมารวมตัวกันที่บริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนทางด้านสถานการณ์บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นในอัตราไม่มากนัก โดยจากวานนี้ (29 ก.ย.) มีอัตราไหลผ่านที่ 2,749 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 2,775 ลบ.ม.ต่อวินาที จะยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ที่สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จะขึ้นสู่จุดสูงสุดช่วงเย็นวันนี้หรือเช้าวันพรุ่งนี้ (1 ต.ค.)


เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการรักษาให้ระดับน้ำทรงตัว คือการดึงน้ำออกไปทางฝั่งตะวันตก ผ่านคลองมะขามเฒ่าอู่ทอง และแม่น้ำท่าจีน ไปยัง จ.สุพรรณบุรี ช่วยตัดยอดน้ำออกไปได้ในปริมาณมาก โดยมีการผันน้ำเข้าทางฝั่งตะวันตก 254 ลบ.ม.ต่อวินาที และเพิ่มขึ้นในวันนี้ที่อัตรา 303 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติงาน ทีม กอนช. ซึ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อบินสำรวจทุ่งรับน้ำ และพบว่าพื้นที่ลุ่มต่ำในบริเวณฝั่งตะวันตกยังคงมีช่องว่างมากเพียงพอสำหรับรองรับน้ำได้

“การผันน้ำอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในระหว่างการเพาะปลูกและยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ซึ่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กรมชลประทาน เร่งตรวจสอบและดูแลทั้งชุมชนและพื้นที่การเกษตรในช่วงก่อนมวลน้ำไหลจะเข้าไปในพื้นที่ในส่วนของฝั่งตะวันออก”

นอกจากนี้ ยังพบว่าบริเวณ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ยังคงมีช่องว่างสำหรับรองรับน้ำได้เพียงพอ โดยน้ำจากการระบายจะไหลผ่าน จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง ก่อนจะเข้าสู่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดย จ.พระนครศรีอยุธยา จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตราที่เพิ่มขึ้นในระยะ 3-4 วันนี้ และสถานการณ์จะทรงตัวเช่นนี้อีกประมาณ 7 วัน

สำหรับสถานการณ์ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้มีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น โดยมีการระบายในอัตรา 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ระดับน้ำไหลผ่านสันทางระบายน้ำล้นสปิลเวย์ แต่ กอนช. ประสานกรมชลประทาน ลดอัตราการระบายลงตั้งแต่วันนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อทยอยระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักออกไปก่อน

ขณะนี้อัตราน้ำที่ไหลเข้ามีปริมาณลดลงแล้ว โดยขณะนี้เหลือมวลน้ำอีกราว 400 ล้าน ลบ.ม. ที่จะไหลเข้ามาในเขื่อนเพิ่มเติม ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนป่าสัก จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้น ระดับน้ำแม่น้ำป่าสักก็จะลดลงตามลำดับภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์

“ยืนยันว่าเร่งระบายน้ำออกทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อรักษาระดับน้ำที่จะปล่อยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในระดับคงที่และไม่สูงมากจนเกินไปนัก โดยจะเร่งรัดการระบายน้ำให้คลี่คลายภายใน 20 วัน”

นอกเหนือจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ปริมาณน้ำจากอิทธิพลของพายุเตี้ยนหมู่ ได้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคเหนือได้กว่า 1,800 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม. และในภาคกลาง กว่า 700 ล้าน ลบ.ม.

ที่มา  news.thaipbs

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: