วิจารณ์หนัง No Time to Die 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ

 No Time to Die 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ

ผู้กำกับภาพยนตร์: Cary Fukunaga (Jane Eyre, Beasts of No Nation)

ตัวอย่างภาพยนตร์ No Time to Die 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ

No Time to Die 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นสายลับที่จะเล่าเรื่องในช่วงที่ เจมส์ บอนด์ ลาพัก (อีกครั้ง) และกำลังใช้ชีวิตอย่างสงบที่จาไมก้า แต่พักผ่อนได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องพบกับเพื่อนเก่าจากซีไอเอที่มีเรื่องมาขอร้องให้ช่วย ภารกิจครั้งนี้คือการช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกลักพาตัวไป ก่อนที่เขาจะรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มากถึงระดับกระทบความมั่นคงของชาติ ภารกิจครั้งนี้ก็นำพาเขาไปพบเจอกับตัวร้ายคนใหม่ที่ทั้งโหด และมีเทคโนโลยีใหม่แสนอันตรายอยู่ในมือ (พร้อมได้พบกับสาวสวยอีกมากมาย)

การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้นี่ให้อารมณ์ไม่ต่างจากการชมภาคจบของแบทแมนไตรภาคโนแลนเลยครับ (The Dark Knight Rises) เป็นภาคที่พยายามปิดจบเนื้อเรื่องของทุกภาคที่ ‘แดเนียล เคร็ก’ เล่นมาได้ดี ไล่ไปตั้งแต่เรื่องราวของคนรักของเขาในภาค Casino Royale กล่าวถึงองค์กรสเปกเตอร์ที่ยังคงส่งผลอย่างมากกับเนื้อเรื่องในภาคนี้ รวมไปถึงการกล่าวถึงคนรักคนใหม่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มสเปกเตอร์ด้วย ซึ่งภาพรวมของเรื่องหากมองด้านอารมณ์ก็ถือว่าจบเคลียร์ทุกอย่างได้อย่างดีงาม มีความซึ้งประทับใจครับ ยิ่งใครดูมาตั้งแต่แรกนี่บอกเลยว่าต่ำๆ ต้องมีน้ำตารื้นน่ะครับ เพียงแต่น่าเสียดายที่หนังไม่สามารถทำให้เราประทับใจได้สุดทาง สาเหตุก็เพราะมันพอจะมีจุดบอดอยู่บ้างประปราย

จุดบอดที่ว่ามานั้นหลักๆ ไม่ใช่ปัญหาด้านเนื้อเรื่องหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตบอนด์หรอกครับ แต่มันคือพวกรายละเอียดเสริมข้างทางประปรายที่ทำให้หนังดูไม่สมจริง ดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ จุดบอดแรกยิงตรงไปที่บรรดาฉากแอ็คชั่นทุกฉากเลยครับ มันขัดใจผมมาก เพราะหลายฉากในเรื่องนี้บอนด์จะโดนรุมยิงจากทุกทางเสมอ แต่แกก็ยังยืนเด่นในพื้นที่โล่งๆ ทำท่าเท่ๆ แล้วค่อยยิงกลับอย่างใจเย็น แถมก็รอดมาได้ จัดการคนร้ายได้ทุกคน แล้วก็เป็นอย่างงี้ทุกฉากจนสงสัยว่าห้อยพระอะไรอยู่ ผมว่าอันนี้มันก็เกินไปนิด

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังไม่ได้น่าประทับใจนักก็คือ ‘ตัวร้ายของเรื่อง’ เลยครับ อาจเพราะผมคาดหวังไว้สูงมาก เนื่องจากผู้รับบทตัวร้ายอย่างซาฟินคือนักแสดงดีกรีรางวัลออสการ์อย่าง ‘รามี มาเล็ค’ แต่เรื่องนี้สภาพเหมือนเอาฝีมือเขามาฆ่าในแฟรนไชส์ไม่ต่างจาก ‘คริสตอฟ วอลท์’ จากภาคสเปคเตอร์เลย เพียงแต่ยังดีกว่าหน่อยตรงที่หนังไม่ได้พยายามให้ซาฟินเป็นสุดยอดตัวร้ายในหมู่มวลที่วางแผนทุกอย่างตั้งแต่ภาค Casino Royale จนเวอร์เหมือนภาคสเปคเตอร์ ซาฟินเป็นแค่ตัวร้ายในภาคนี้จริงๆ เขาเหมือนเด็กเก็บกดมีความแค้น ครอบครัวถูกฆ่าทิ้งหมดโดยพ่อของนางเอก โดยกลุ่มสเปคเตอร์ จนทำให้เขาต้องแก้แค้นนางเอกในเบื้องต้น แต่แย่หน่อยตรงที่พอหนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าแรงจูงใจในการฆ่าคนของซาฟินก็เข้าใจยากมากขึ้น จากมีจุดประสงค์ในการแก้แค้นจู่ๆ ก็กลายเป็นแค่พ่อค้าอาวุธที่ต้องการสร้างความล่มจมให้กับโลกแบบไม่เลือกหน้า หลังจากนั้นไม่ว่าซาฟินจะพยายามอธิบายแผนอะไรมาผมก็ไม่เข้าใจ ยิ่งเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับบอนด์ว่าพวกเขาต่างฆ่าคนเพื่อหวังให้โลกดีขึ้นก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ ไม่เข้าใจว่าการขายอาวุธให้กับลูกค้าที่จ่ายแพงที่สุดมันจะช่วยให้โลกดีขึ้นยังไง เป้าหมายตัวเองก็ไม่ชัดเจนว่าจะฆ่าใครแล้วมันจะส่งผลดีกับโลกยังไง แถมบทของซาฟินก็มีค่อนข้างน้อยด้วย เพราะหนังให้เวลาส่วนมากไปกับการเคลียร์เรื่องความสัมพันธ์ของบอนด์กับเมเดลีนมากกว่า และตามมาด้วยการได้เห็นหน้าบรรดาลูกน้องของซาฟินที่ตามป่วนไปทั่วมากกว่าตัวหัวหน้า ก็เลยทำให้ความน่าจดจำของซาฟินต่ำไปนิด

No Time to Die 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ

ถ้าให้จัดอันดับตัวร้ายของเคร็กนี่ซาฟินจะอยู่ในระดับกลางๆ ครับ ไม่ได้เก่งและน่าจดจำเท่าซิลวาในภาค Skyfall แต่ด้วยความที่บุคลิกของเขาดูใจเย็น วางแผนแทรกแทรกซึมลูกน้องไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้ยอดเยี่ยม เขาจึงไม่ใช่ตัวร้ายที่แย่เท่ากับตัวร้ายภาค Quantum of Solace

โปรดัคชั่นโดยภาพรวมสำหรับเรื่องนี้เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการสมกับเป็นภาคสุดท้ายของเคร็กครับ สมกับทุนสร้าง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ จนทำให้หนังติดอยู่ใน 20 อันดับหนังที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูดไปแล้ว เหมือนอยากปิดจบให้แกแบบจัดทุกอย่างให้ มีทุกอย่างที่หนังบอนด์เคยมีมา เดินทางไปถ่ายทำในหลายประเทศ เต็มไปด้วยสถานที่อันสวยงามน่าจดจำ มีทั้งแบบถ่ายทำในพื้นที่จริงเลย และสร้างฉากขึ้นมาใหม่อย่างฐานทัพของตัวร้ายที่ดูลึกลับ แปลกตา แต่ก็ยังไม่พ้นฐานทัพเก่าสมัยสงครามโลก มีฉากแอ็คชั่นบิ๊กเบิ้มยิงถล่มกันทั้งแบบกลางเมืองและภายในตึกกันเละเทะ ระเบิดมีเท่าไหร่ยัดใส่กันไม่ยั้ง บรรดาลูกกระจ๊อกในเรื่องน่าจะตายกันเกือบหลักร้อยคนได้ ใครห่วงว่าหนังเกือบสามชั่วโมงจะทำให้หลับนี่ไม่ต้องกลัวครับ ฉากแอ็คชั่นนี่มีเรื่อยๆ ทั้งเรื่อง ส่วนด้านการออกแบบฉากแต่ละฉากทั้งดูอลังการและน่าจดจำ อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มีไม่ขาดพร้อมดูใช้งานได้จริง ไม่ล้ำหลุดโลกจนเกินเบอร์ เสื้อผ้าหน้าผมต่างถูกออกแบบมาให้แต่ละตัวละครน่าจดจำ เข้ากับบุคลิก และโดดเด่นที่สุดก็คือชุดของบอนด์เองที่ไม่ว่าจะอยู่ในเสื้อผ้าแบบไหนก็ดู เท่ เนี๊ยบ ดิบ อยู่เสมอ สมกับเป็นบอนด์เวอร์ชั่นนี้

สรุปโดยภาพรวมแล้ว No Time to Die 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ จึงเป็นภาพยนตร์ภาคจบของสายลับอังกฤษเวอร์ชั่น แดเนียล เคร็ก ที่ทำออกมาได้อยู่ในระดับดี ไม่ถึงขั้นน่าประทับใจเพราะมีจุดติดขัดอยู่บ้าง แต่ก็ยังปิดจบได้สวยงามสุดซึ้ง ด้วยเนื้อเรื่องที่เคลียร์ทุกอย่างตั้งแต่ภาค Casino Royale เป็นต้นมา ด้านตัวร้ายภาคนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่เก่ง ไม่น่าประทับใจ แต่ไม่ใช่ตัวร้ายที่แย่สุดของเคร็ก ฉากแอ็คชั่นมีเรื่อยๆ ตลอดทั้งเรื่อง เวอร์บ้าง ระห่ำเป็นแรมโบ้บ้าง จนรู้สึกว่าบอนด์ควรจะตายตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว โปรดัคชั่นในภาพรวมยังคงยิ่งใหญ่อลังการสมแฟรนไชส์ หลักๆ ก็เพราะการมีฉากแอ็คชั่นแบบถล่มเละกันทั้งเรื่องนั่นแล นอกจากนั้นหนังยังเต็มไปด้วยการถ่ายทำรอบโลก มีทั้งฉากสวยงามตามธรรมชาติเมือง และฉากสร้างที่ดูยิ่งใหญ่...ใครเป็นคอหนัง 007 เวอร์ชั่น แดเนียล เคร็ก ชอบหนังแอ็คชั่นแบบทุกฉากยิงถล่มกันยับ เชิญชมในโรงภาพยนตร์ได้เลย!

ส่วนใครกลัวว่าจะตามเรื่องราวไม่ทันและไม่มีเวลากลับไปชมทุกภาค สามารถชมคลิปสรุปเนื้อเรื่องตั้งแต่ภาค Casino Royale จากทางการได้ที่ล่างนี้เลยจ้า

ส่วนถ้าใครต้องการไปหาชมเองทุกภาค การเรียงลำดับหนัง 007 ของเคร็กคือ Casino Royale > Quantum of Solace > Skyfall > Spectre > No Time to

DieReview by Bombo Aruzo


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: